ซื้อขายไก่ชน

หลักการผสมพันธุ์ไก่มีแบบไหนบ้าง อันไหนที่เหมาะกับมือใหม่

พ่อพันธุ์หลักจ่ายลูกเก่ง มีผลงาน ต้องไก่ชนพม่าที่เรา ห้ามพลาด

    รูปแบบการผสมพันธุ์ของไก่ชนนั้นหลักๆก็จะมีกันอยู่  4  อย่างด้วยกัน  คือ  อินบรีด  ไลน์บรีด  เอ้าท์บรีด  และคอร์สบรีด  มาดูกันว่าแต่ละรูปแบบนั้นมันเป็นอย่างไร  มีข้อดี  ข้อเสียอย่างไร

  • อินบรีด คือ  การผสมแบบเลือดชิด  หรือเรียกได้ว่าเป็นการผสมในครอบครัวเดียวกัน  เช่น  นำพ่อไปทับลูก  นำลูกไปทับแม่  ลูกกับลูกในคอกเดียวกัน  เป็นต้น  ข้อดีของการผสมแบบนี้คือมันจะคงจุดเด่นของเหล่ากอนั้นไว้  ส่วนข้อเสียของการผสมแบบนี้คือ ลูกไก่จะมีภาวะที่ผิดปกติได้  เช่น  แคระแกร็น  เจ็บป่วยง่าย  โตช้า  บางตัวอายุสั้น
  • ไลน์บรีด คือ  การผสมที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน  ในเครือญาติกันหรือเหล่ากอเดียวกัน  เช่น  ลูกที่มีพ่อเดียวกันแต่คนละคอกมาทับกัน  ปู่ไปทับหลาน  หลานไปทับย่า  เป็นต้น  ข้อดีของการผสมแบบนี้คือ  คงจุดเด่นของเหล่ากอไว้ได้แต่จะไม่เยอะเท่าอินบรีด  ลดข้อด้อยของการผสมแบบอินบรีด

  • เอ้าท์บรีด คือ  การผสมพันธุ์กันนอกเหล่ากอหรือการผสมกันนอกตระกูล  แต่เป็นไก่สายพันธุ์เดียวกัน  เช่น  ไก่ชนพม่าเหมือนกันแต่มาจากคนละพื้นที่(พม่านอก+พม่าในไทย)  ข้อดีของการผสมแบบนี้คือ  เป็นการนำจุดเด่นของแต่ละเหล่ากอมารวมกัน  เรียกว่าเป็นการผสมแบบต่อยอดนำข้อดีของแต่ละเหล่ามารวมกันเพื่อให้ได้ไก่ที่สมบูรณ์แบบ  ครบเครื่องมากขึ้น  ส่วนข้อเสียของการผสมแบบนี้คือ  อาจจะได้จุดเด่นนั้นมาไม่เยอะในชั้นแรกๆ  อาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อยอดเพิ่มขึ้นอีก
  • คอร์สบรีด คือ  การผสมแบบข้ามสายพันธุ์  เช่น  ไก่พม่านำไปผสมกับไก่ไซ่ง่อน  ไก่พม่าผสมกับไก่ไต้หวัน  ไก่ป่าก๋อยผสมกับไก่ไซ่ง่อน  ไก่พม่าผสมกับไก่ไทย  ไก่พม่าผสมกับไก่ป่าก๋อย  ข้อดีของการผสมแบบนี้คือ  จะได้ความหลากหลายในเรื่องของเพลงตี  ได้ความแปลกใหม่ของเชิงตี  ส่วนข้อเสียของการผสมแบบนี้คือ  โอกาสที่จะได้ตัวดีใช้งานได้นั้นมีน้อยมาก  ส่วนใหญ่แล้วมันจะค่อนข้างไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่  แต่ถ้าจะเลือกผสมก็ต้องเลือกไก่ชนที่มีทางเดียวกัน  เลือกเชิงที่มันเอื้อต่อกัน  ก่อนผสมต้องดูความเป็นไปได้ด้วยว่ามันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

    คนที่เริ่มต้นใหม่ก็แนะนำเป็นการผสมแบบเอ้าท์บรีดจะดีกว่า  ก็จะเป็นการพัฒนาต่อยอดที่สามารถต่อยอดที่เร็วขึ้นไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่  เพราะกว่าจะรู้ว่าไก่ชนที่เราพัฒนาอยู่นั้นจะเก่งหรือเปล่าก็ต้องใช้เวลากันเกือบปี  เป็นการช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาสามารถเดินต่อไปได้เร็วขึ้น